ก่อนจะกล่าวถึงจุดนั้น มาทำความรู้จัก "โดจินชิ" ซึ่งเป็นชื่อของฟาร์มก่อนนะคะ

 

 

โดจินชิคืออะไร?

ก่อนจะกล่าวถึงโดจินชิ (doujinshi) คงต้องพูดถึง comic market หรือที่คนญี่ปุ่นเรียกว่า comiket ก่อนค่ะ งาน comiket เริ่มขึ้นครั้งแรกในญี่ปุ่นเมื่อปี 1975 โดยต้องการเป็นตลาดขายการ์ตูนซึ่งจัดขึ้นโดยวัยรุ่นผู้รักการ์ตูน งานนี้ทำให้ทั่วโลกตื่นตะลึงเพราะในยุคนั้นสิ่งต่างๆที่ทำออกมาขายเด็กวัยรุ่นมักถูกสร้างขึ้นโดยไอเดียของผู้ใหญ่ทั้งนั้น แต่ comiket กลับสร้างโดยน้ำพักน้ำแรงของชาวการ์ตูนโดยแท้จริง

ปัจจุบันนี้ งาน comiket จัดขึ้นที่โตเกียวอินเตอร์เนชันแนลเทรดเซนเตอร์ซึ่งมีฮอลล์ใหญ่ 6 ฮอลล์เนื้อที่กว่าแปดแสนตารางเมตร ขายกันแต่ โดจินชิ ล้วนๆ ในช่วงเวลา 3 วันที่จัดงานมีกลุ่มการ์ตูนเข้าร่วมประมาณ 35,000 กลุ่มซึ่งประกอบด้วยผู้สร้างสรรค์โดจินชิรวมกว่าแสนคนขายงานของตัวเองให้บรรดาแฟนๆที่มางานราว 420,000 คน

 

คำว่า โดจินชิ ดั้งเดิมหมายถึงแมกกาซีนหรือการ์ตูนที่จัดทำขึ้นโดยแฟนๆและนักเขียนการ์ตูนมือสมัครเล่น คำว่า โดจิน แปลว่ากลุ่มคนที่ชอบเรื่องเดียวกัน ส่วน ชิ หมายถึงแมกกาซีน แต่ระยะหลังคำนี้ใช้อธิบายกลุ่มคนหรือชิ้นงานที่สร้างขึ้นจากความคลั่งไคล้บางสิ่งบางอย่างไม่ว่าจะเป็นการ์ตูน, อนิเม, วิดีโอเกม, หรือแม้แต่โดจินชิเอง

โดจินชิได้มีโอกาสเห็นแสงเดือนแสงตะวันเมื่อคุณโยเนซาวะ โยชิฮิโระ นักประพันธ์และนักวิจารณ์ต้องการสนับสนุนกลุ่มการ์ตูนเล็กๆที่วาดและอยากตีพิมพ์ผลงานของตัวเองเพื่อจำหน่ายและโชว์ เขาจึงได้คิดโครงการ comiket ขึ้นโดยต้องการให้เป็นช่องทางให้นักวาดสมัครเล่นได้เสนอผลงาน ตัวเขาเองไม่ได้หวังผลกำไรใดๆ งานครั้งแรกในปี 1975 มีผู้เข้าร่วมเพียง 600 คนและมีกลุ่มโดจินชิเพียง 32 กลุ่มก่อนที่จะเติบโตเหมือนที่เห็นในปัจจุบัน ตอนนี้งาน comiket จัดขึ้นทั้งในญี่ปุ่น, ไต้หวัน, ฮ่องกง, เกาหลี, และแม้แต่ในจีน

 


 

Yaoi คืออะไร?

ในมุมมองของนักวิชาการแล้ว โดจินชิ ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อผลทางการตลาด แต่โดจินชิคือ สัญลักษณ์ ที่ต้องการการตีความอย่างลึกซึ้ง ท่ามกลางสัญลักษณ์มากมายนี้ shonen-ai (หรือ boys love) และ yaoi เป็นหนึ่งในหัวข้อที่น่าสนใจ อะไรซ่อนอยู่ภายใต้การ์ตูนที่แสดงออกถึงความรักของชายสองคนกันแน่?

ปรากฏการณ์ shonenai และ yaoi นั้นเกิดขึ้นอย่างน่าพิศวง ครั้งแรกคุณโยเนซาวะได้ลองสังเกตงาน comiket แล้วพบว่านักวาดโดจินชิ 80% เป็นผู้หญิง ในช่วงยุค 70 นั้นโดจินชิมีอยู่ 2 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่ โดจินชิที่คิดเนื้อเรื่องและตัวการ์ตูนเอง กับที่นำตัวการ์ตูนจากเรื่องต้นฉบับมาเขียนล้อเลียนซึ่งหนึ่งในการล้อเลียนก็คือ yaoi

คำว่า yaoi กำเนิดครั้งแรงช่วงปลายยุค 70 โดยซาคาตะ ยาซุโกะและฮัตสุ รินโกะ ที่ต้องการล้อเลียนโครงสร้างของงานเขียนโคลงจีนยุคเก่าซึ่งต้องประกอบด้วย ki (introduction บทนำ), syo (development ดำเนินเรื่อง), ten (transition จุดผกผัน), และ ketsu (conclusion บทสรุป) พวกเธอยำซะเละโดยสร้างงานที่

Yamanasi (no climax ไม่มีไคลแมกซ์)

Ochinashi (no point ไม่มีประเด็น)

Iminashi (no meaning ไม่มีความหมาย)

กลายมาเป็นงานโดจินชิที่ชื่อ Loveri

ต่อมาในยุค 80 คำว่า yaoi ได้หมายความถึงงานการ์ตูนล้อเลียนที่มีผู้ชายสองคนเป็นตัวเอกและเน้นความสัมพันธ์ทางเพศเป็นเนื้อหาหลัก ส่วน shonenai หมายถึงการ์ตูนที่มีผู้ชายสองคนเช่นกัน แต่เน้นความรักโรแมนติกและน่ารักอ่อนโยนกว่า ทั้ง yaoi และ shonenai ไม่ใช่การ์ตูนที่กล่าวถึงความรักของ เกย์ เลย แต่เป็นรูปแบบหนึ่งของความรักที่ เหนือ (superior) กว่าความรักระหว่างคนต่างเพศทั่วไป

แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ต้นกำเนิดของความสัมพันธ์แบบชายกับชายในการ์ตูนไม่ได้เกิดในดงโดจินชิเป็นที่แรก แต่กลับเกิดในงานการ์ตูนที่มีพิมพ์ขายแบบเป็นล่ำเป็นสัน เรื่องนั้นคือ Kaza to Ki no Uta หรือ A Poem of Wind and Trees งานเขียนของทาเคมิยะ เคย์โกะ ซึ่งตีพิมพ์ในนิตยสารการ์ตูนผู้หญิงในปี 1976 (งานของแกมีพิมพ์ในไทยหลายเรื่อง ที่ขายอยู่ตอนนี้คือ Crystal Lord Opera ของบุรพัฒน์ฯ) เรื่องนี้เป็นเรื่องของกิลเบิร์ต คอคโต เด็กหนุ่มรูปงามในโรงเรียนประจำแห่งหนึ่งที่มีอันต้องร่วมหอลงเตียงกับเพื่อนหนุ่มรูมเมท

 

 

 

 

อ.ทาเคมิยะเล่าให้ฟังว่ากว่าเรื่องนี้จะได้ลงตีพิมพ์ต้องฟาดฟันกับบรรณาธิการอยู่นานมาก แต่หลังจากลงไปแล้ว สิ่งที่เกิดตามมานั้นน่าทึ่งกว่าเพราะมันกลายเป็น ความดังเพียงชั่วข้ามคืน เรื่องนี้ได้ลงต่อเนื่องยาวนานในนิตยสารการ์ตูนผู้หญิงและส่งให้ shonenai กลายเป็นวัฒนธรรมการ์ตูนแบบใหม่

 

ต่อมาในปี 1978 นิตยสาร Comic June (อ่านว่าจู-เน่) ได้วางแผงช่วงเวลาเดียวกับที่กลุ่มของซาคาตะคิดค้นคำว่า yaoi ถือเป็นนิตยสารเล่มแรกที่มีแต่เรื่องชายกับชาย ที่แปลกว่านั้นคือทำเพื่อขายวัยรุ่นหญิง! ภาพยนตร์ก็ถูกนำมาทำเป็น yaoi เช่นกันซึ่งงานแรกๆที่ถูกจับมายำคือ Star Trek คู่เคิร์กกับสปอค (โอ้ววว)

 

 


 

ตีความ yaoi และ shonenai ในแง่มุมทางด้านจิตวิทยาและสังคมวิทยา

 

 

มีหลายข้อสรุปที่พยายามอธิบายปรากฏการณ์ความคลั่งไคล้ shonenai และ yaoi ของเด็กสาวๆ มีผลการสำรวจหนึ่งที่น่าสนใจว่าความชอบ shonenai เกิดจากความเชื่อของผู้หญิงทั้งในระดับจิตสำนึกและจิตใต้สำนึกที่ว่าการแต่งงานคือจุดสิ้นสุดของความโรแมนติกเพราะต้องทำหน้าที่ภรรยา, แม่, และแม่บ้านที่แสนจะยุ่งยาก ดังนั้นผู้หญิงที่นิยม shonenai และ yaoi มักอยู่ในสังคมที่ชายเป็นใหญ่ (มักเป็นสังคมตะวันออก) การแสวงหาความโรแมนติกโดยที่รู้อยู่เต็มอกว่าผู้หญิงไม่มีวันได้รับความรักอันแสนหวานชั่วชีวิตจากผู้ชายได้จึงกลายเป็นให้ ผู้ชาย ด้วยกันเป็นผู้รับความรักนั้นเสียเลย ซึ่งบางทีนี่อาจเป็นสัญลักษณ์ของความต้องการฉีกม่านประเพณีของผู้หญิงญี่ปุ่นก็ได้

 

อีกข้อสรุปหนึ่งกล่าวว่า shonenai คือ สัญลักษณ์ ของความโรแมนติกขั้นสุดยอดที่ไร้แรงริษยาจากนักอ่าน เป็นความรักที่อยู่เหนืออุปสรรคทั้งปวงโดยเฉพาะอุปสรรคในเรื่องเพศ (ซึ่งคนทั่วไปมองว่ามันเป็นข้อแรกเลยในการเลือกแฟนว่าควรเป็นคนละเพศกับเรา) แท้ที่จริงแล้วตัวเอกชายที่ทำหน้าที่แทนนางเอกก็คือ สัญลักษณ์ ของเพศหญิงนั่นเอง เพราะมักมีรูปร่างหน้าตาอรชรอ้อนแอ้นหวานหยดไม่ต่างจากผู้หญิงจริงๆเลย นิสัยก็มักจะเซนซิทีฟและอ่อนไหวแบบผู้หญิง แต่เนื่องจากเพศหญิงเป็นเพศที่มีความริษยาสูง นางเอกบางคนทำตัวน่าหมั่นไส้ไม่เป็นกุลสตรีที่ดีเหมือนที่นักอ่านหญิงได้รับการสอนสั่งมา จึงได้เกิดเรื่องรักที่ไม่มีทางให้คนอ่านรู้สึกริษยานางเอกได้..เรื่องรักที่ไร้นางเอกนั่นเอง (กลุ่มนี้คือคนรักแนว bi-shonen หรือหนุ่มรูปงาม และ shonen-ai ที่เน้นความรู้สึกค่ะ)

 

อีกข้อสรุปกล่าวถึงทฤษฎีว่าด้วยบุคคลที่ 3 ซึ่งอธิบายว่าเวลาเราพูดถึงสิ่งไม่ดีของตนเองนั้นยาก แต่หากพูดถึงสิ่งไม่ดีของคนอื่นนั้นง่ายกว่า ดังนั้นความรักแบบผิดศีลธรรมหรือรักแบบรุนแรงถ้าใช้นางเอกเพศหญิงอาจทำให้นักอ่านหญิงที่ถูกสอนว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องน่าอายของสังคมยอมรับไม่ได้ แต่ถ้านางเอกเป็นผู้ชายซึ่งไกลตัวออกไปหน่อยทำให้ยอมรับได้ง่ายขึ้น หรือแค่การจินตนาการถึงเรื่องเพศระหว่างชายหญิงก็ถือเป็นเรื่องน่าอายในสังคมที่เคร่งครัดแบบญี่ปุ่นแล้ว ดังนั้นการจินตนาการถึงชายสองคนบนเตียงเดียวกันจึงรู้สึกขัดเขินน้อยกว่า (อันนี้น่าจะอธิบายนักอ่านผู้เรียบร้อยแต่กลับมีภูมิต้านทานต่อของแรงๆ ได้ดี)

 

 

โอตาคุ yaoi กลุ่มหนึ่งได้ลงความเห็นว่า ผู้ชายในสังคมเรามีแต่พวกชอบกดขี่ ดังนั้นใน shonenai และ yaoi ได้ให้โอกาส สร้างชายในฝัน ขึ้นมา และในทางกลับกันความรู้สึกเกลียดเพศหญิงที่ต้องอ่อนแอและถูกกดขี่อยู่ตลอดได้สร้างตนเองในจินตนาการให้มีรูปลักษณ์ที่แข็งแกร่งเป็นชาย บางคนถึงกับกล่าวว่า ไม่อยากเกิดเป็นผู้หญิงเลย แต่อยากเกิดเป็นผู้ชาย แต่ในเวลาเดียวกันก็อยาก ได้รับความรักจากผู้ชายด้วย ความต้องการที่ซับซ้อนนี้มาลงตัวที่ shonenai พอดี (ความเห็นส่วนนี้อาจเหมาะสำหรับกลุ่มคนรักกล้าม)

 

จากข้อสรุปอันสุดท้ายนี้ จึงมีการตีความความสำเร็จของ Comic June ว่าเป็นเพราะ June คือสถานที่ที่ใช้เยียวยาผู้หญิงที่เคยถูกทารุณกรรมทั้งทางร่างกายและทางจิตใจ

ผู้หญิงหลายคนไม่เคยรู้สึกว่าตนเองเป็นที่รักของใครเลยไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่, เพื่อน, หรือผู้ชาย ดังนั้นวัฒนธรรม shonenai นี้จึง ช่วยรักษารอยแผลของผู้หญิงที่ระทมทุกข์เพราะไม่มีวันจะเท่าเทียมกับผู้ชายในสังคมนี้ได้เลย

 

ข้อพิสูจน์เหล่านี้ที่ว่า yaoi เป็นเพียง สัญลักษณ์ ไม่ใช่ ความเป็นจริง พิสูจน์ได้จากการลองให้โอตาคุ yaoi ดูภาพเปลือยของผู้ชายแท้ๆกอดรัดฟัดเหวี่ยงกัน ผลคือรับไม่ได้เพราะไม่เหมือนใน จินตนาการ ที่คิดไว้ และให้เกย์ตัวจริงอ่านการ์ตูน yaoi คุณเกย์ก็ว่ามันไม่ใช่การ์ตูนเกย์แม้แต่น้อย ดังนั้นถ้าใครคิดว่าคนอ่านการ์ตูน yaoi แล้วจะกลายเป็นเกย์ก็ผิดแล้วล่ะค่ะ หรือถ้าคิดว่า shonenai เป็นเรื่องผิดศีลธรรม การดูภาพแนวแอบสแทรกท์ (abstract) ที่ต้องตีความกันหลายชั้นก็คงผิดศีลธรรมเช่นกัน เพราะ shonenai เป็นเพียง สัญลักษณ์ ของนามธรรมแห่งความรักแบบต่างเพศ (heterosexual) ที่นำเสนออย่างเป็นรูปธรรมจับต้องได้เท่านั้นเอง

 

การตีความยังล้ำลึกไปได้อีกกว่านี้ เช่น การที่นักอ่านไม่ได้จิ้นว่าตัวเองเป็นฝ่ายรับแต่กลับเป็นฝ่ายรุกที่ดูแมนสุดๆแถมยังมีไอ้ที่อยู่หว่างขาเหมือนผู้ชายเสียด้วย เลยไปถึงการตีความชายหนุ่มที่ชอบอ่านการ์ตูน Yuri หรือ Loli หรือแม้แต่หูแมวและสาวแว่นก็ล้วนมาจากพื้นฐานวัฒนธรรมตะวันออกที่ลึกลับทั้งนั้น แต่พวกนี้ยังไม่มีเอกสารอ้างอิงจึงยังเขียนไม่ได้ค่ะ ขอเวลาหาก่อนนะคะ

 


 

ศัพท์ที่ควรรู้เกี่ยวกับการอ่าน yaoi

ชายที่แสดงบทพระเอกเรียกว่า seme (อ่านว่า เซ-เมะ บางท่านก็เรียกเมะหรือเสะ)

ส่วนชายที่แสดงบทนางเอกเรียกว่า uke (อ่านว่า อุ-เคะ บางท่านเรียกอุ๊หรือเคะ)

เวลาเขียนชื่อว่าใครเป็น seme กับ uke เขียนโดยให้ชื่อของ seme นำแล้วตามด้วย uke คั่นด้วยเครื่องหมาย X แต่เนื่องจากญี่ปุ่นอ่านหนังสือจากหลังไปหน้า บางทีจึงเห็นเป็น ukeXseme แต่ถ้าคิดจะอ่าน yaoi แบบไทยๆก็ช่วยเขียนเป็น semeXuke เถอะค่ะ เช่น เซฟิรอธXคลาวด์ เป็นต้น


 

 

Reference ของบทความทั้งหมด

Brent W., Masami T. Boys love, yaoi and art education: Issues of power and pedagogy Semiotics and Art/Visual Culture. The National Art Education Association, 2003.

Recommend