เป็นโชคดีอย่างคาดไม่ถึงเลยค่ะที่ได้มีโอกาสไปฟังการบรรยายของ นพ.ชัยชนะ นิ่มนวล อาจารย์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยซึ่งความรู้ที่จะเล่าสู่กันฟังต่อไปนี้ต้อง ขอยกเครดิตให้อาจารย์ทั้งหมดค่ะ ท่านมาเล่าเรื่อง "จริยธรรม" ซึ่งคนส่วนใหญ่คาดหวังให้เยาวชนมี แต่ปัญหาคือตัวผู้ใหญ่เองยังบอกไม่ได้ว่าจริยธรรมคืออะไรกันแน่ ใช่ศาสนาเหรอ ใช่การเป็นคนดีเหรอ
บทสรุป ของการทำความเข้าใจ "จริยธรรม" อาจจะเริ่มต้นที่ "การคิดอย่างมีวิจารณญาณ" (critical thinking) หรือที่ขอใช้ภาษาบ้านๆ ว่า "ศิลปะการเถียง" นี่ล่ะค่ะ หมายถึงถ้าเราทุกคน "คิดเป็น" เราก็จะรู้เองว่าจริยธรรมหมายถึงอะไรสำหรับเรา
ffman อยากให้ชาวฟาร์มนอกจากมาหาเสพหนุ่มๆ ในฟาร์มแล้วกลับไปนอนฝันดีแล้ว ยังสามารถอธิบายให้ตัวเองเข้าใจได้ด้วยว่าการเข้ามาเดินเล่นในฟาร์มนี้ไม่ ได้ทำให้จิตใจเราตกต่ำลงเพราะอะไร
 
 
ยุทธศาสตร์การ "เถียง" (Argument strategies)
เรา "เถียง" กันไปทำไม?
ffman เชื่อว่าชาวฟาร์มส่วนใหญ่ไม่ค่อยเถียงใครหรอกค่ะ เราอยู่เงียบๆ ก็สบายใจดีอยู่แล้ว แต่ต้องเข้าใจว่าหลายท่านเรียกการปกป้องหรือรักษาสิทธิ์ของตัวเองว่า "เถียง" ซึ่งความหมายนี้โอเคเลยค่ะ แม้เราจะรักสงบและเสพหนุ่มๆ ในฟาร์มอย่างสบายใจ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับใคร แต่หากคนอื่นละเมิดสิทธิ์ของเราก็คงต้องคุยกันด้วยเหตุผลหรือ "เถียง" ที่จะกล่าวถึงต่อไปนี่ล่ะค่ะ
กลยุทธ์การ "เถียง" ประกอบด้วย 4 อย่าง ได้แก่
1. Identify the claim
2. Assume reasons for the claim
3. Determine principles behind reasons
4. Find inconsistency
ข้อแรก "Identify the claim"
เราจะ เริ่มเถียงกับใครคงต้องบอกให้ชัดก่อนค่ะว่าประเด็นสำคัญที่เราจะมาถกเถียง กันคืออะไรกันแน่ ถ้ามีคนบอกว่า "คนอ่านการ์ตูน Y เป็นพวกเสื่อมศีลธรรม" แล้วเราคันปากอยากเถียง ก็ต้องเริ่มจากบอกให้ได้ก่อนค่ะว่าเราจะเถียงเรื่องไหน เถียงว่า "ฉันไม่ได้อ่านการ์ตูน Y" หรือ "ฉันไม่ได้เสื่อมศีลธรรม" หรือ "เราเหมาว่าคนอ่านการ์ตูน Y เสื่อมศีลธรรมทุกคนเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง" ก็เอาให้แน่ๆ เพราะเราจะได้เดินไปสู่ขั้นตอนต่อไปค่ะ ไม่อย่างนั้นเราจะเปลือน้ำลายและเจ็บคอโดยเปล่าประโยชน์เพราะเถียงกันคนละ เรื่อง
ข้อที่สอง "Assume reasons for the claim"
ลองคิด ดูว่าอะไรคือเหตุและผลของประเด็นนี้ ต้องเป็นเหตุผลที่ฟังแล้ว "สมเหตุสมผล" ด้วยนะคะ เช่น "การอ่านการ์ตูน Y" กับ "เสื่อมศีลธรรม" เป็นเหตุเป็นผลกันจริงหรือ >> ไม่จริง แล้วถ้าเป็น "การดูภาพโป๊ในการ์ตูน Y" กับ "เสื่อมศีลธรรม" >> ก็อาจจะยังไม่จริง งั้นลองเป็น "การให้เยาวชนดูฉากโป๊เปลือยโดยขาดการควบคุม" กับ "เสื่อมศีลธรรม" >> เออ อันนี้ค่อยดูเป็นเหตุเป็นผลกันขึ้นมาหน่อย
วิธีคิดแบบนี้ทำให้เราจัดระเบียบเหตุผลในหัวเราดีขึ้นค่ะ และทำให้มีวิจารณญาณมากขึ้นโดยไม่ด่วนสรุปก่อนนะคะ
ข้อที่สาม "Determine principles behind reasons"
คิดให้ ตกค่ะว่า "หลักการ" (principle) ที่อยู่เบื้องหลังเหตุผลของเราคืออะไร หลักการนี้เป็นการสร้าง "กรอบความคิด" ให้เราพอจะรู้ว่าขอบเขตของจริยธรรมอยู่ตรงไหนค่ะ จริงอยู่ว่าการคิดที่ดีที่สุดไม่ควรตีกรอบ แต่สำหรับผู้เริ่มต้นควรจะหากรอบที่เป็นสากลไว้ซักนิดเพื่อให้เราได้ฝึกหา หลักการนะคะ
หลักการเบื้องต้นของจริยธรรม (basic ethical principles)
มีอยู่ 5 หลักการค่ะ ถ้าเราละเมิด 5 ข้อนี้หมายถึงเราละเมิดหลักการ "ความถูกต้องที่เป็นสากล" สำหรับคนหมู่มากในโลกนี้ค่ะ แต่!!!...แต่ไม่ได้หมายความว่าใครถูก ใครผิด อย่าเพิ่งหาจุดถูกผิดนะคะ เพราะมันจะทำให้การคิดอย่างมีวิจารณญาณของเราหยุดลงและถอยลงอ่างเนื่องจาก เราจะพอใจแค่ผลถูกผิดโดยไม่รู้จักคิดต่อไปค่ะ
1. value of life - จริยธรรมคือให้ความสำคัญกับชีวิตคน ดังนั้นการฆ่าคนจึงผิดจริยธรรมในเชิงหลักการ
2. beneficence and non-maleficence - จริยธรรมคือการคำนึงถึงผลประโยชน์ และไม่ก่อให้เกิดผลเสีย ดังนั้นการกระทำที่ไม่คิดถึงประโยชน์ผู้อื่น หรือก่อให้เกิดโทษแก่ผู้อื่น จึงผิดจริยธรรมในเชิงหลักการ
3. justice - จริยธรรมต้องมีความยุติธรรม ดังนั้นถ้าเราทำสิ่งที่ไม่ยุติธรรม ไม่แฟร์ ก็ถือว่าผิดจริยธรรมในหลักการ
4. honesty and truth telling - จริยธรรมต้องจริงใจและไม่เป็นการโกหก ดังนั้นถ้าเราทำลงไปด้วยความไม่จริงใจหรือไม่ซื่อตรง หรือไม่พูดสิ่งที่เป็นความจริง ก็ผิดจริยธรรมในหลักการค่ะ
5. individual freedom - จริยธรรมต้องให้เสรีภาพแก่ปัจเจกบุคคล ดังนั้นการกระทำที่ละเมิดเสรีภาพส่วนบุคคลก็ถือว่าผิดหลักจริยธรรมเช่นกัน
สรุปว่า จะบอกว่าเรื่องนี้เป็นไปตาม "หลักจริยธรรมพื้นฐาน" หรือไม่ก็ต้องบอกให้ได้ว่ามันละเมิด 5 ข้อนี้หรือไม่ค่ะ
ข้อที่สี่ "Find inconsistency"
ให้ลอง หา "ความไม่สอดคล้องกัน" ในสิ่งที่อีกฝ่ายหนึ่ง claim ค่ะ ตรงนี้ต้องใช้เหตุผลและวิจารณญาณพอสมควรเลยนะคะ เช่น ถ้าเขายืนยันว่าการ์ตูน Y ทำให้เยาวชนเสื่อมศีลธรรม โตไปกลายเป็นพวกผิดเพศ อ่านการ์ตูน Y แล้วกลายเป็นเกย์กันหมด เราอาจจะหาความไม่สอดคล้องกันเพื่อบอกว่าสิ่งที่เขาพูดมัน "ไม่ใช่อย่างนั้นเสมอไป" ด้วยการบอกว่า "งั้นคุณลองอ่านการ์ตูน Y ดูสิ ถ้าคุณอ่านการ์ตูน Y แล้วเป็นเกย์อย่างที่คุณอ้าง เราก็จะยอมรับฟังเหตุผลนี้" ถ้าเหตุผลของเขาถูกต้องจริงก็ไม่ควรจะมีข้อยกเว้นในกรณีนี้ด้วย
การหา "ความไม่สอดคล้องกัน" ช่วยให้เราเปิดหูเปิดตากว้างไกลขึ้นค่ะ ไม่ใช่แค่ทำให้เรามีโลกทัศน์กว้างขึ้นเท่านั้น เรายังช่วยให้คู่เถียงของเรามีโลกทัศน์กว้างขึ้นด้วยนะคะ
 
 
เคล็ดลับการเถียงให้ได้ชัย (Argument tactics)
จะลงมือเถียงใครทั้งที่ก็ต้อบมีเคล็ดลับค่ะ ลองปฏิบัติดังนี้นะคะ
1. Listen, and relax - ให้เปิดหูรับฟังด้วยจิตใจผ่อนคลายเสียก่อนค่ะ ถ้าเราปิดหูไม่ฟังเขา หรือจิตใจเราไม่ผ่อนคลายเพียงพอ (คือยังโกรธ อารมณ์ไม่ดี) เราจะเถียงไม่รอดแน่ๆ
2. Believe nothing - อย่าเชื่ออะไรทั้งนั้น อย่าเชื่อเขา เชื่อครู เชื่อพ่อแม่ เชื่อศาสนาพุทธ หรือแม้แต่เชื่อตัวเอง เพราะการเถียงคือการถกกันด้วยเหตุและผลอย่างมีวิจารณญาณ เราจึงไม่ตั้งต้นจาก "ความเชื่อ" แต่ปล่อยให้กระบวนการใช้เหตุและผลมันไหลไปตามครรลองของมันเอง
3. Never admit defeat - อย่ายอมแพ้ค่ะ ไม่ได้หมายความว่ามวยแพ้คนไม่แพ้แบบนั้นนะคะ แต่หมายถึงตราบใดที่เรายังหาทางเถียงต่อ สมองเราก็จะได้ใช้วิจารณญาณพิจารณาไปเรื่อยๆ ไม่ลดละ แต่เมื่อใดที่เราบอกว่า "ก็ได้ ฉันยอมแพ้แล้ว" สมองเราจะหยุดใช้วิจาณญาณและเชื่อตามนั้นไปทันทีค่ะ หากเราเถียงมาถึงจุดสุดท้ายแล้วไม่มีทางไปต่อจริงๆ ให้บอกว่า "ความเห็นของคุณน่าสนใจมาก ฉันยอมเชื่อตามนี้ในวันนี้ แต่จะลองคิดหาเหตุผลอื่นๆ มาอธิบายเพิ่มเติมในวันหน้าก็แล้วกัน" วิธีนี้ทำให้วิจารณญาณของเรายังคงทำงานอย่างต่อเนื่องค่ะ
4. Always know what you are arguing about - เคยเถียงกันไปๆ มาๆ แล้ว "หลงทาง" ไหมคะ คือเริ่มออกทะเล ผิดประเด็น และกลายเป็นทะเลาะกันโดยลืมว่าจุดเริ่มต้นของเราอยู่ที่ไหน ถ้าเริ่มหลงทางให้กลับมาทบทวนจุดเริ่มต้นอีกครั้ง "เรากำลังคุยเรื่องอะไรกันอยู่นะ" ถ้าหลงประเด็นกันทั้งคู่ก็รีบกลับตัวกันใหม่ค่ะ
5. Always attack the reasons for a claim, not the claim itself - เราจะโจมตี "การให้เหตุผลของข้ออ้างนั้น" ไม่ใช่โจมตี "ข้ออ้างนั้น" เสมอค่ะ! (เราไม่โจมตีคนด้วยเช่นกัน แต่ให้มุ่งไปที่วิธีให้เหตุผลของเขา) เช่น มีคนบอกว่า "การ์ตูน Y เป็นวัตถุเสื่อมศีลธรรม" เราจะไม่เถียงว่า "ไม่จริง การ์ตูน Y ไม่ได้เสื่อม" คือไม่ไปเถียงที่ตัว claim หรือข้ออ้างนั้น แต่เราควรถามเขาว่า "ทำไมคุณถึงคิดว่าการ์ตูน Y เสื่อมล่ะ" เพื่อดูวิธีใช้เหตุผลของเขาค่ะ และถ้าวิจารณญาณของเขามันไม่ได้มีหลักการอะไรเลย หรือให้เหตุผลไม่เป็น เราจะก็จะเถียงว่าเขาให้เหตุผลไม่ถูกต้องตามหลักการ ดังนั้นข้อสรุปที่เกิดจากความไม่มีเหตุผลของคุณจึงไม่ถูกต้อง เช่น "การ์ตูน Y เสื่อมเพราะมีแต่เรื่องโป๊ของเกย์" เราจะได้เข้ายุทธศาสตร์การเถียง 4 ข้อข้างบนต่อไปค่ะ
6. Don’t waste your time with a fanatic - อย่าเสียเวลาเถียงกับพวกบ้าคลั่ง หมายถึงถ้าเขาคิดหรือเชื่อแบบนั้นเพราะความบ้าคลั่งของเขาน่ะค่ะ เช่น เป็นลัทธิเกลียดเกย์ เห็นผู้ชายสองคนรักกันแล้วอยากจะเข้าไปด่าโดยไม่มีเหตุผล พวกนี้ "บ้าคลั่ง" ค่ะ เราจะไม่เสียเวลาใช้เหตุผลกับคนไม่มีเหตุผลนะคะ
7. Stay on the topic - ให้อยู่กับประเด็นสำคัญค่ะ อย่าหลุดไปไกลนัก เมื่อใดที่เริ่มหลุดแสดงว่่าฝ่ายที่หลุดเริ่มหาเหตุผลมาถกไม่ได้ค่ะ ต้องดึงกลับเข้ามาประเด็นเดิมนะคะ "รู้สึกว่าเราจะหลุดไปเรื่องเกย์กับข้อห้ามทางศาสนาแล้วนะคะ แต่ประเด็นที่เราคุยกันคือคุณคิดว่าการอ่านการ์ตูน Y ทำให้เสื่อมศีลธรรมไม่ใช่เหรอ เรากลับเข้าเรื่องเดิมดีไหมคะ"
8. Never agree with an expert unless you really know what he is talking about - อย่าเห็นด้วยกับความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญใดๆ ในโลกนี้ค่ะ เว้นเสียแต่ว่าคุณรู้ว่าความเห็นของเขาคลอดออกมาจากกระบวนการคิดอย่างไร เขาให้เหตุผลว่าอย่างไร และเราคิดเห็นแบบเดียวกับที่เขาคิดจริงๆ หรือไม่ ไม่ใช่เห็นว่าข้อสรุปตรงกันเลยเห็นด้วยเท่านั้น อันนี้ทำให้เราขาดวิจารณญาณได้ค่ะ
 
 
ถ้าขาดวิจารณญาณ เราจะบอกว่าสิ่งนี้ผิด/ถูกจริยธรรมได้อย่างไร?
โลกเรา มีคนที่คิดด้วยเหตุผลหรือคิดอย่างมีวิจารณญาณไม่เป็นอีกเยอะมากค่ะ และหลายครั้งที่คนกลุ่มนี้อยู่รอบตัวเรา คอยบอกเรา สอนเรา หรือบังคับให้เราเชื่อว่าความคิดของเขาถูกต้องหรือมีจริยธรรมด้วยเหตุผลที่ หลากหลาย...เหตุผลเหล่านี้ไม่ได้ผิดหรือถูกนะคะ เพียงแต่สะท้อนให้เห็นว่าเมื่อเราขาดวิจารณญาณ วิธีให้เหตุผลของเราอาจจะฟังออกมาแปลกๆ ดังนี้
1. function - "มันมีประโยชน์" คือเชื่อว่าทำก็ดีกว่าไม่ทำ ได้ประโยชน์ก็น่าจะโอเค เช่น กวาดล้างการ์ตูน Y ให้หมดแผงในประเทศไทยซะเลย ประกาศแบบนี้เพราะคิดว่าถ้าการ์ตูน Y หายไปจากโลก เยาวชนก็จะไม่ถูกมอมเมาอีกต่อไป (โดยไม่มีกระบวนการใช้วิจารณญาณว่าการ์ตูน Y กับการมอมเมาเกี่ยวข้องกันหรือไม่)
2. etiquette / tradition - "มันเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ" คือเขาทำกันอย่างนี้มาเป็นร้อยเป็นพันปีแล้ว เราก็ไม่ควรจะแหกคอกทำแตกต่างออกไป ที่จริงการทำตามบรรพบุรุษเราไม่ใช่จะไม่ดีนะคะ เราสามารถทำได้ แต่ควรทำอย่างมีวิจารณญาณคือรู้ว่าจะทำหรือไม่ทำด้วยเหตุผลใด เช่น ผู้หญิงกับผู้ชายรักกันมาตั้งหลายร้อยปีก็ดีแล้ว เราไม่เถียง แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้ชายจะรักกันไม่ได้นี่นา
3. aesthetics - "มันดูไม่งาม" เช่น แม้ว่าการ์ตูน Y เล่มนั้นจะดราม่าล้วนๆ และไม่ได้มีฉากปลุกใจเสือป่าให้ดูแล้วอนาจาร แต่การจะนำการ์ตูนที่มีปกเป็นภาพผู้ชายสองคนกอดรัดฟัดเหวี่ยงกันอย่างหวาน ซึ้งอาจทำให้หลายท่านบอกว่าเก็บมันไปให้หมดเพราะ "ดูไม่งาม" เราทราบดีว่ามันเป็นเรื่องความรู้สึกล้วนๆ ไม่ใช่เหตุผลค่ะ ปัญหาไม่ใช่การวางแผงแล้วล่ะ ปัญหาอยู่ทีคุณไปมองมันแล้วก็แสลงตาเองต่างหาก หลับตาซะก็สิ้นเรื่อง
4. taste - "ไม่ถูกรสนิยม" พูดง่ายๆ คือไม่ใช่แนวน่ะค่ะ ไม่ชอบ เห็นหนังสือโป๊สาวๆ เนื้อนมไข่วางแผงยังไม่รู้สึกแสลงตาเท่าเห็นการ์ตูน Y โชว์หนุ่มๆ มายืนหวานกันบนปก อันนี้ก็เข้าข้ออ้างเดิมคือเป็นเรื่องอารมณ์ล้วนๆ ค่ะ ไม่ได้ใช้เหตุผลหรือปัญญาในการชอบหรือไม่ชอบแต่อย่างใด
สี่ข้อ ข้างบนนี้ เป็นข้ออ้างอันชอบธรรมหรือเหตุผลที่คนผู้ "ไม่ใช้วิจารณญาณ" อ้างค่ะ เช่นเดิมคือไม่ได้หมายความว่าใครถูกใครผิดนะคะ คนที่บอกว่า "ไม่ให้ทำเพราะดูไม่งาม" อาจจะถูกก็ได้ เราไม่ได้ให้ความสำคัญกับประเด็นถูกผิดอยู่ค่ะ เราแค่บอกว่าวิธีให้เหตุผลแบบสี่ข้อข้างบนไม่ใช่เหตุผลที่มาจากการคิดอย่าง มีวิจารณญาณเท่านั้นเอง ถูกผิดไม่เกี่ยวค่ะ
 
 
จริยธรรมระดับต่างๆ
แม้ ffman จะไม่ชอบกำหนดหรือกะเกณฑ์ว่าไอ้นู่นถูก ไอ้นั่นผิด แต่ก็ต้องยอมรับว่าบางทีเราก็ต้องการคำตอบสุดท้ายหรือข้อสรุปว่า "มันถูกหรือผิด" บ้าง ก่อนจะบอกว่าอะไรถูกหรือผิด ต้องเข้าใจก่อนนะคะว่าทุกอย่างในโลกเป็นสีเทา ไม่ใช่ขาวกั